ประวัติของ Osama Bin Laden

Osama Bin Laden is dead

วันนี้โลกของเรา ได้รับข่่าวดีจากทางสหรัฐอเมริกา แถลงโดยประธานาธิบดี Barack Obama ว่า ผู้ก่อการร้ายอันดับหนึ่งของโลก Osama Bin Laden ได้เสียชีวิตแล้ว ขณะหลับซ่อนตัวอยู่ในบ้านพัก ในประเทศปากีสถาน โดยน้ำมือของกองทัพสหรัฐฯ

แถลงการณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐ เกี่ยวกับการตายของ Bin Laden
YouTube Preview Image

ไม่รู้ว่า โลกจะยินดีกับข่าวนี้ได้นานแค่ไหน เพราะไม่รู้ว่า จะมีการล้างแค้นตามมาหรือไม่ จะมีคนบาดเจ็บล้มตายอีกมากน้อย เพียงใด ถ้ามีการล้างแค้น ให้กับผู้นำกลุ่มก่อการร้าย รายนี้

ในทางพุทธศาสนา กล่าวไว้ว่า เราไม่ควรยินดีกับการตายของใคร แม้ว่าคนนั้นจะเป็นศัตรูของเราก็ตาม

มาย้อนดูประวัติของ Bin Laden กันดีกว่า ว่ามีความเป็นมาอย่างไร

ประวัติของ Osama Bin Laden

Osama Bin Laden หรือ อุซามะ บินลาดิน หัวหน้าเครือข่ายก่อการร้ายอัลกออิดะห์ ที่สหรัฐหมายหัวและไล่ล่าตัวมานาน 10 ปี เกิดเมื่อปี 1957 เป็นลูกคนที่ 17 จากทั้งหมด 57 คน ของ บิดา ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวย ในซาอุดิอาระเบีย และเมื่อบินลาดิน อายุได้ 13 ปี เขาได้รับมรดกจำนวนมหาศาล หลังจากที่พ่อของเขาเสียชีวิต จากอุบัติเหตุเครื่องบินตก

ทั้งนี้ไม่เป็นที่แน่ชัดว่า Osama Bin Laden มีส่วนพัวพันกับกลุ่มหัวรุนแรงได้อย่างไร จนกระทั่ง การบุกยึดอัฟกานิสถานของสหภาพโซเวียตในปี 1979 โดย Osama Bin Laden ได้ออกหน้าระดมเงินทุนสำหรับปฏิบัติการ ต่อต้านสหภาพโซเวียตในอัฟกานิสถาน รวมทั้งระดมกองกำลังอาสาสมัครอาหรับเข้าไปร่วมรบกับกองกำลังมูจา ฮีดีน

ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับบินลาดินดูเหมือนจะเริ่มขึ้น หลังจากที่สหรัฐฯ ส่งกองกำลังเข้าไปในซาอุดิอาระเบียในระหว่าง สงครามอ่าวเปอร์เซีย ในปี 1990-1991 ภายหลังจากอิรักบุกยึดคูเวต บินลาดินมองว่า การที่สหรัฐ ส่งกองกำลังเข้าไปในซาอุดิอาระเบีย ถือเป็นการลบลู่ดินแดนอิสลามและประกาศทำสงครามศาสนา ต่อต้านสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ครอบครัวของเขา ก็ไม่ยอมรับในตัวของอุซามะ และถูกถอดการเป็นสัญชาติซาอุ ในปี 1994

ทั้งนี้ Bin Laden ได้ย้ายไปอยู่ที่ซูดานในปี 1991 แต่ก็ถูกเนรเทศ ในเวลา 5 ปีต่อมา และได้แฝงตัวเข้าไปในอัฟกานิสถาน ก่อนที่กลุ่มตอลีบาน จะเข้ายึดครองกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน และด้วยความที่มีความคิดเกี่ยวกับกฎอิสลามที่เคร่งครัด เพียงไม่นาน บินลาดินเข้าสู่วังวนของกลุ่มตอลีบาน

สหรัฐ เริ่มเชื่อมโยงบินลาดิน และเครือข่ายอัลกอดิอะห์ อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีสหรัฐหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่ เหตุระเบิดที่อาคารเวิร์ลด์ เทรด เซ็นเตอร์ ในนครนิวยอรค์ เมื่อปี 1993 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 คน บาดเจ็บอีก 1,000 คน

เจ้าหน้าที่สหรัฐ ยังระบุด้วยว่า บินลาดิน เป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ ในเหตุระเบิดที่เมืองริยาดห์ และ โลบา ของ ซาอุดิอาระเบีย ในปี 1995 และ 1996 ทำให้ทหารสหรัฐเสียชีวิตไป 24 นาย

หลังจากนั้น ในปี 1998 สหรัฐ ระบุด้วยว่า Bin Laden เป็นผู้วางแผนก่อเหตุระเบิดโจมตีสถานทูตสหรัฐในเคนย่า และ แทนซาเนีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 224 คน บาดเจ็บ 4,000 คน และจากการโจมตีสถานทูตหลายต่อหลายครั้ง ทำให้สหรัฐ ใช้ขีปนาวุธโจมตีค่ายฝึกก่อการร้ายของอัลกออิดะห์ ในอัฟกานิสถาน และโรงงานผลิตยาในกรุงคาทูม ซึ่งสหรัฐเชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตอาวุธเคมีให้กับบินลาดิน

เจ้าหน้าที่สหรัฐ ยังระบุด้วยว่า เครือข่าวอัลกออิดะห์ ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดฆ่าตัวตาย โจมตีเรือรบ ยูเอสเอส โคล นอกชายฝั่งเยเมน เมื่อปี 2000 ซึ่งทำให้ทหารสหรัฐเสียชีวิตไป 11 นาย

แต่ ในที่สุด เหตุวินาศกรรมสหรัฐ 11 กันยายน 2001 ที่กลุ่มก่อการร้ายบุกจี้เครื่องบินพุ่งชน อาคารเวิร์ลด์เทรด เซ็นเตอร์ และกระทรวงกลาโหม จนทำให้มีผู้เสียชีวิต ถึง 3,000 จึงทำให้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเดิ้ลยู บุช ผู้นำสหรัฐในช่วงเวลานั้น ได้ประกาศให้บินลาดิน เป็นบุคคลที่สหรัฐต้องการตัวมากที่สุด และประกาศทำสงครามในอัฟกานิสถานเพื่อล่าตัวบินลาดิน หลังกลุ่มตอลีบาน ปฎิเสธที่จะส่งตัวบินลาดิน มาดำเนินคดี

จากการทำสงครามใน อัฟกานิสถาน นำไปสู่การล่มสลายของระบอบตอลีบาน และนับตั้งแต่นั้นมา บินลาดิน ก็หายตัวไป และหลบซ่อนในบริเวณพรมแดนอัฟกานิสถานกับปากีสถาน แต่ตลอดระยะเวลาที่บินลาดินหายตัวไป เขาพยายามใช้สถานีโทรทัศน์อัลจาซีร่าห์ เป็นกระบอกเสียงส่งข้อความต่างๆ โดยเฉพาะการประนามสหรัฐ พร้อมกับเตือนว่า การทำสงครามในอัฟกานิสถาน จะนำไปสู่การแก้แค้นของโลกมุสลิม

YouTube Preview Image

ที่มา: ภาพข่าวและข้อมูลจาก ช่อง 3


Pin It

4 thoughts on “ประวัติของ Osama Bin Laden

  1. อับดุลเลาะ กีเเมค December 20, 2012 at 12:31 pm -

    บินลาเดนเปนคนดีผมเชื่อในศรัธาของผมที่มีต่ออัลเลาะและบินลาดิน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *


*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>