สุขภาพ

เช็คก่อนสาย! ภาวะ “ตกขาว” กับการสังเกตสีที่สาวๆ ไม่ควรมองข้าม

ตกขาว

“ตกขาว” (leukorrhoea) หรือ “ระดูขาว” เป็นหนึ่งในสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของผู้หญิง เกิดจากกระบวนการของต่อมภายในช่องคลอดมีการผลิตของเหลวลักษณะเป็นเมือกขาวขุ่นหรือขาวใส

ภายในจะบรรจุด้วยเซลล์ที่ตายแล้ว ไปจนถึงเชื้อแบคทีเรีย ต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะถูกกำจัดออกมาทางช่องคลอด

ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนการทำความสะอาดของร่างกาย ช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์อันแสนซับซ้อนในผู้หญิง

แม้มันจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติก็ตาม แต่ตกขาวก็ยังเป็นตัวการทำให้สาวๆ เกิดความกังวลใจอยู่ไม่น้อย เมื่อมันเป็นสัญญาณเตือนที่สามารถบอกถึงความผิดปกติในร่างกายได้

2

photo credit : medicinenet.com

โดยเฉพาะในกรณีที่สี กลิ่น และอาการภายในช่องคลอดดูผิดปกติไปจากเดิม การสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม

เพราะหากเป็นตัวบ่งชี้ถึงโรคอันตราย ให้สาวๆ ระวังตัวกันได้ทันการนั่นเองค่ะ

ตกขาวแบบ “ปกติ” ไม่เป็นอันตราย

อย่างที่กล่าวไปว่าตกขาวเป็นกระบวนการทางธรรมชาติ จึงมีทั้งที่เป็นภาวะที่เกิดขึ้นตามปกติไม่มีพิษภัย และแบบที่เป็นสัญญาณเตือนของโรคร้าย

ตกขาว ที่เกิดขึ้นตามปกติและไม่ใช่ตัวบ่งชี้ถึงความผิดปกติภายในระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง ส่วนมากจะพบได้ใน กลุ่มผู้หญิงที่มีประจำเดือนอยู่

และพบได้มากในช่วงก่อนประจำเดือนมา ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

สีของตกขาวจะเป็นเมือกขุ่นหรือขาวใส มีความเหลวไม่เหนียวหนืด ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น หรืออาจะมีกลิ่นเปรี้ยวอ่อนๆ ได้ อีกทั้ง ไม่มีอาการคัน แสบในระหว่างที่เป็น

ช่วงที่พบจะอยู่ในระยะกึ่งกลางรอบประจำเดือน หากเป็นช่วงที่ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงตกขาวอาจจะออกมาในปริมาณมากได้

แต่หากเป็นช่วงเวลาอื่นๆ อาจจะมีลักษณะเป็นสีขาวคล้ายแป้งเปียก มีกลิ่นอ่อนมากจนถึงไม่มีกลิ่นเลย ซึ่งถือว่าเป็นตกขาวที่ยังปกติอยู่

กขาว “ผิดปกติ” สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต

ตกขาว ที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ โดยทั่วไปแพทย์จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ

1.ตกขาวผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

การติดเชื้อที่พบในช่องคลอด ทำให้เกิดภาวะตกขาวที่ผิดปกติ ส่วนมากที่พบจะเป็นเชื้อรา มักมีสีขาวหรือสีเหลือง จะพบก้อนขนาดเล็กปะปนออกมา มีกลิ่นคล้ายนมบูดและกลิ่นเหม็นอับ อาจพบอาการคันหรือแสบขณะปัสสาวะ

หากรุนแรงอาการอาจลุกลามติดเชื้อออกมาด้านนอกบริเวณขาหนีบ เกิดรอยแดงและรูสึกแสบตามมาได้ ซึ่งโดยมากจะไม่ค่อยเกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ แต่จะมาจากภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ

การใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิดไปจนถึงโรคพยาธิในช่องคลอด ซึ่งจะมีลักษณะเป็นตกขาวสีเขียวอ่อนหรือสีเขียว มีกลิ่นเหม็นและอาการคันภายในช่องคลอดร่วมด้วย

ส่วนการติดเชื้อแบคทีเรีย สังเกตสีได้ว่าจะเป็นสีเขียวปนเหลือง ส่วนมากที่พบมาจากการติดเชื้อจากเพศสัมพันธ์ ที่น่ากลัวและพบได้บ่อยคือ โรคหนองใน

ที่จะทำให้เกิดอาการตกขาวเป็นสีเหลืองคล้ายหนอง มีอาการแสบคันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงปัสสาวะ

การตกขาวที่ปรากฏว่ามาจากกลุ่มของเชื้อไวรัส จะมีการติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ อาการจะไม่สามารถสังเกตได้ชัดเจน และที่สำคัญมักมีอาการเป็นๆ หายๆ

เช่น โรคเริม ซึ่งจะเกิดอาการเป็นตุ่มใสขนาดเล็กจับกลุ่มกันอยู่ จากนั้นก็จะแตกตัวออก ทำให้เกิดอาการแสบอย่างรุนแรงตามมา และตกขาวที่เกิดขึ้นจะมีสีเหลือง มีกลิ่นรุนแรงผิดปกติ

2.ตกขาวผิดปกติที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

ตกขาวในกลุ่มนี้มักจะมีสาเหตุมาจากภาวะที่ไม่รุนแรงอย่างการแพ้สารเคมี อาการระคายเคืองทั่วไป จากการที่มีสิ่งแปลกปลอมเล็ดลอดเข้าไปในช่องคลอด

ไปจนถึงโรคทางระบบสืบพันธ์อย่างมะเร็งปากมดลูก มะเร็งรังไข่ และมะเร็งช่องคลอด เป็นต้น

การป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากภาวะตกขาว

ตกขาวที่ผิดปกติเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ หลักการป้องกันตัวเองเบื้องต้นควรสังเกตตัวเองก่อนว่า ในช่วงที่เกิดตกขาวผิดปกติขึ้นมา มีการเชื่อมโยงกับอะไรบ้างในชีวิตประจำวัน

จากนั้นอย่าลืมดูแลตัวเอง ให้บริเวณอวัยวะเพศสะอาดและไม่อับชื้น สวมใส่ชุดชั้นในที่ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะติดต่อกันนานๆ

3

photo credit : foxnews.com

ทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มในให้มากๆ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์ อย่าลืมล้างทำความสะอาดอวัยวะเพศทุกครั้ง ทั้งชายและหญิง

นอกจากนี้หากรู้สึกมีอาการผิดปกติอื่นๆ อย่างอาการคัน แสบ มีปัสสาวะขัด รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้ออยู่ภายใน ปัสสาวะบ่อยหรือต้องใช้แรงเบ่ง

มีเลือดออกมาพร้อมตกขาวแม้ไม่ใช่อยู่ในช่วงประจำเดือน มีกลิ่นเหม็นรุนแรง มีสี ฟอง หรือเม็ดสีขาวๆ ออกมาด้วย เหล่านี้อาจจะเป็นสัญญาณที่ควรใส่ใจ

Feeling awful stomachache. Frustrated young woman holding hands on stomach and keeping eyes closed while lying in bed

photo credit : fertilitychef.com

หลีกเลี่ยงการซื้อหายามาใช้เอง และรีบเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากสูตินารีแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดเพื่อทำการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

โดยไม่จำเป็นต้องเขินอาย หรือกลัวกับสิ่งที่จะตรวจพบ เพราะมิเช่นนั้นหากอาการรุนแรงอาจจะกลายเป็นการรักษาที่สายเกินแก้ตามมาได้นั่นเองค่ะ



Mahosot.com ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน วิธีทําให้ผิวขาวใส การรักษาสิวจุดด่างดำ