สุขภาพ

มดลูกอักเสบ อันตรายที่พบได้บ่อย พร้อมสาเหตุและปัจจัยสั่งที่สาวๆ ควรทราบ

 

อาการมดลูกอักเสบ

ปัญหาเกี่ยวกับมดลูก เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ อาการมดลูกอักเสบ (Endometritis)

ซึ่งถือว่าเป็นโรคที่พบได้ทั่วไป แต่ไม่ค่อยเกิดขึ้นได้ง่ายนัก ทว่าหากเกิดขึ้นแล้ว จะมีผลที่ร้ายแรงจนเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและเป็นหมันได้เลยทีเดียว

โดยส่วนใหญ่ที่พบมักจะมาจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อภายหลังการคลอดบุตร การทำแท้งที่ไม่ถูกสุขลักษณะอนามัย

และกรณีที่มีชื้นเนื้อรกตกค้างอยู่ภายในจนทำให้กลายเป็นการหมักหมมและติดเชื้อตามมานั่นเอง

มดลูกอักเสบ เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะนำไปสู่ปัญหาร้ายแรง หากไม่รีบทำการรักษาอย่างเร่งด่วน

ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงวัยไหนก็ตาม โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ทันได้ระวังตัว

ดังนั้นควรทำความรู้จักกันให้มากขึ้น เพื่อจะได้ป้องกันตัวและรีบดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้องนั่นเองค่ะ

อะไรคือโรคมดลูกอักเสบ ?

ลักษณะของโรคมดลูกอักเสบ จะเกิดขึ้นที่บริเวณเยื่อบุมดลูก ซึ่งการอักเสบดังกล่าวจะมีภาวะติดเชื้อเข้ามาเกี่ยวข้อง

ทั่วไปโรคนี้หากไม่ได้ลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง ก็ถือว่าเป็นโรคที่ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต

แต่หากการรักษาทำได้ช้า รักษาอย่างไม่ถูกวิธี อาการของโรคลุกลามเพิ่มมากขึ้น

เพิ่มปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้การอักเสบลุกลามอย่างหนัก และกลายเป็นการติดเชื้อที่ส่งผลกระทบต่ออวัยวะอื่นๆ จนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลยทีเดียว

การรักษาโรคนี้จึงจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ ที่จะเป็นตัวกำจัดเชื้อต้นตอ พบได้มากในผู้หญิงวัย 15-40 ปี

เป็นการอักเสบที่ส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อภายในอุ้งเชิงกราน (Pelvic Inflammatory Disease)

การอักเสบจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันบริเวณมดลูก จากนั้นก็จะแพร่กระจายไปยังอวัยวะใกล้เคียงในช่องท้อง

การอักเสบที่ลุกลามอาจทำให้การติดเชื้อเข้าไปถึงเยื่อบุโพรงมดลูก เรียกกันว่า

เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ และการติดเชื้อที่บริเวณปีกมดลูก เรียกว่าปีกมดลูกอักเสบนั่นเอง

สาเหตุของการเกิดโรคมดลูกอักเสบ

สาเหตุใหญ่ๆ ที่พบได้จากโรคนี้คือ การติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ เช่น โรคหนองใน เป็นต้น

ซึ่งเชื้อโรคเหล่านี้จะถูกส่งผ่านเข้ามาทางช่องคลอดและเข้าสู่มดลูกในที่สุด

อาจพบในผู้หญิงที่มีระบบการทำงานของแบคทีเรียในช่องคลอดเสียสมดุล

เกิดการเปลี่ยนแปลงของเชื้อแบคทีเรียชนิดดี ทำให้มีเชื้อแบคทีเรียที่เป็นตัวก่อโรคอาศัยอยู่มาก

จะชักนำไปสู่ภาวะมดลูกอักเสบในที่สุด และอีกสาเหตุที่พบได้บ่อยคือ การอักเสบที่เกิดขึ้นภายหลังจากการคลอดลูก

ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดคลอด การคลอดก่อนกำหนด มีภาวะแท้ง มีเนื้อเยื่อรกตกค้างอยู่ภายใน หรือเกิดขึ้นภายหลังจากการขูดมดลูก เป็นต้น

อาการของโรคมดลูกอักเสบ

อาการอักเสบภายในมดลูกที่เกิดขึ้น จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดด้วยกัน อาการที่มาจากมดลูกอักเสบแบบเฉียบพลัน

พบว่าผู้ป่วยจะมีอาการตกขาว มีปัสสาวะขัด ซึ่งอาการจะเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย ทำให้ผู้ป่วยไม่สนใจ

แม้จะเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่บ่งบอกว่ามดลูกกำลังติดเชื้อแล้วก็ตาม ภายหลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์

ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ หนาวสั่น ตกขาวเป็นหนอง มีกลิ่นเหม็น บางรายมีกลิ่นเหม็นมาก ปวดบริเวณท้องน้อย

และกากปล่อยทิ้งไว้จนเชื้อลุกลามเข้าไปที่อุ้งเชิงกราน จะกลายเป็นโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ

ผลกระทบที่ตามมาคือภาวะมีบุตรยาก เสี่ยงต่อภาวะท้องนอกมดลูก ปวดท้องน้อยขณะมีเพศสัมพันธ์

หรือเกิดอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังจนส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้

ส่วนกลุ่มที่มีภาวะมดลูกอักเสบเรื้อรัง ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากเชื้อโรคที่ไม่รุนแรง

เช่น วัณโรค คลาไมเดีย หรือเกิดขึ้นจากการรบกวนของสิ่งที่ทำให้มดลูกระคายเคือง

เช่น การสวมใส่หวงคุมกำเนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน มีเนื้องอกในโพรงมดลูก เป็นต้น

อาการของผู้ป่วยจะไม่รุนแรงเท่าชนิดเฉียบพลัน สังเกตได้ว่าประจำเดือนจะมาไม่ปกติ

หากตั้งครรภ์จะแท้งลูกได้บ่อย เกิดภาวะมีบุตรยาก และเจ็บท้องน้อยขณะมีเพศสัมพันธ์

การรักษาและป้องกันโรคมดลูกอักเสบ

การลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดโรคนี้ คือการงดเว้นจากการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

หรือการมีคู่นอนหลายคน กรณีที่คลอดบุตร มีการขูดมดลูก หรือแท้งบุตรไปไม่นาน

ควรงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ไประยะหนึ่งประมาณ 6 สัปดาห์ หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอดด้วยน้ำยาทำความสะอาด

ใช้เพียงแค่น้ำเปล่าล้างทำความสะอาดภายนอกเท่านั้น หากมีอาการผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น

ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ เพราะหากเกิดการติดเชื้อขึ้นมา จะได้ไม่ลุกลามจนทำการรักษาได้ยาก

สำหรับในผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยในเบื้องต้นเพื่อให้แน่ใจก่อน

ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเม็ดเลือดขาว ปัสสาวะ และของเหลวภายในช่องคลอดไปตรวจหาเชื้อ

บางรายอาจมีการอุลตร้าซาวน์เพื่อหาความผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย

มดลูกอักเสบ อาการ
Photo Credit : lainfertilidad.es

ในขั้นตอนการรักษาจะให้ผู้ป่วยกินยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อและตัดการลุกลาม ให้ยาแก้ปวดและลดไข้

กรณีที่มีภาวะซีดจะต้องให้เลือด และติดตามอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด

หากสาวๆ พบอาการผิดปกติของตัวเอง ก็ไม่ควรรู้เขินอายไม่กล้าเข้าตรวจ

เพราะอันตรายที่เกิดขึ้นจากภาวะอักเสบของมดลูก หากปล่อยทิ้งไว้ ย่อมส่งผลกระทบที่ร้ายแรงตามมามากกว่านั่นเองค่ะ


แสดงความคิดเห็น ติชม ข้างล่างนี้เลย

comments

Mahosot.com ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน วิธีทําให้ผิวขาวใส การรักษาสิวจุดด่างดำ