สุขภาพ

โรคต่อมบาร์โธลิน คืออะไร มีวิธีการรักษาอย่างไรบ้าง ?

ต่อมบาร์โธลิน อักเสบ บวม สาเหตุ วิธีการรักษา (Bartholin gland)

“ฝีที่อวัยวะเพศหญิง” หรือ “โรคต่อมบาร์โธลิน” (Bartholin’s gland disease) เป็นชื่อของโรคที่ดูไม่ค่อยคุ้นหูเราเท่าใดนัก

และเชื่อว่าสาวๆ ส่วนมาก คงไม่รู้ว่าเจ้าต่อมชนิดนี้อยู่ส่วนไหนของร่างกาย ตำแหน่งของต่อมทำหน้าที่ในการผลิตเมือก

เกี่ยวข้องกับอวัยวะสืบพันธุ์สตรี เป็นก้อนขนาดเล็ก 2 ก้อนระหว่างซ้ายและขวา

เยื้องมาทางด้านล่างของแคมใหญ่ทั้ง 2 ข้าง พบได้ตรงใต้ผิวหนังปากช่องคลอด

ขนาดเท่ากับเมล็ดถั่วประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร หรือบางคนอาจเรียกว่า “โรคฝีที่อวัยะเพศหญิง

ต่อมนี้คงจะถูกลืมๆ ไป จนแทบไม่ได้นึกถึงว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย หากไม่เกิดอาการผิดปกติใดๆ ขึ้นมา

โดยเฉพาะ อาการอักเสบที่พบมากในกลุ่มผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์บ่อย

หรือคนที่ชอบแช่น้ำคลองบ่อยๆ เป็นเวลานาน น้ำที่ไม่สะอาด มีเชื้อโรคปะปนอยู่ จะส่งผลให้เกิดการอักเสบ

ตามาด้วยการอุดตันจนกลายเป็นกระเปาะน้ำขึ้นมา บางรายอาจกลายสภาพไปเป็นซีสต์

แต่บางรายมีการอักเสบจากเชื้อโรคอย่างรุนแรง ก็มักจะทำให้เกิดหนอง บวมแดง และรู้สึกแสบร้อน

ตามปกติ เราจะไม่สามารถคลำพบต่อมบาร์โธลินได้ แต่หากเกิดการอุดตันและอักเสบ

จะทำให้เกิดอาการบวม เมือกภายในท่อไม่สามารถส่งออกมาภายนอกได้ จนกลายเป็นตุ่มน้ำหรือหนองขึ้นมานั่นเองค่ะ

ความผิดปกติของต่อมบาร์โธลินที่สาวๆ ควรรู้

ความผิดปกติที่พบได้กับต่อมบาร์โธลิน ที่พบได้บ่อยคือภาวะอักเสบจนเกิดอาการเจ็บปวด

กลายเป็น ภาวะถุงน้ำ (Bartholin’s gland cyst) สาเหตุอันเนื่องมาจากการอุดตันของท่อภายใน

ส่งผลกระทบต่อเมือกที่ถูกสร้างขึ้นจากต่อม ทำให้เกิดการสะสมกลายเป็นก้นถุงน้ำ การเกิดขึ้นส่วนมากจะเป็นเพียงข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น

บางรายพบภาวะต่อมบาร์โธลินเป็นหนอง (Bartholin’s gland abscess)

ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย จากถุงน้ำธรรมดาที่ลุกลามจนอักเสบ มีอาการเจ็บปวดและบวมขึ้นอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ต่อมบาร์โธลิน ยังสามารถกลายสภาพเป็นเนื้องอก (Bartholin gland tumor)

แต่พบได้ไม่บ่อยนัก มักจะเกิดขึ้นในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเสียส่วนใหญ่

ลักษณะก้อนจะมีความแข็ง ผิวไม่เรียบ การรักษาจะต้องทำการผ่าตัดออกทั้งหมด จากนั้นจะมีการนำเอาเนื้อเยื่อไปตรวจเพื่อหาเซลล์มะเร็งต่อไป

ต้นตอที่ทำให้เกิดโรคของต่อมบาร์โธลิน

สาเหตุที่เกิดขึ้นบริเวณต่อมบาร์โธลิน ที่พบได้ทั่วไปคือการติดเชื้อ ตามมาด้วยภาวะอักเสบ

อันเนื่องมาจาก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นแบคทีเรียในกลุ่ม Neisseria gonorrhoeae

หรือ  Chlamy dia trachomatis ที่รู้จักกันในชื่อว่าโรคหนองใน จากนั้นต่อมจะเกิดการอุดตัน

กลายเป็นถุงน้ำขนาดเล็กข้างใดข้างหนึ่ง เมื่อรักษาหายเป็นปกติแล้ว โอกาสของโรคก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีกด้วย

อาการที่พบโดยทั่วไปของโรคต่อมบาร์โธลิน

อาการที่เกิดขึ้นจนทำให้สาวๆ รู้สึกผิดปกติบริเวณช่องคลอด ซึ่งมาจากการอักเสบของต่อมชนิดนี้ มีทั้งที่รู้สึกเจ็บปวด

และแบบที่ไม่พบอาการ แต่เมื่อลองคลำดูแล้วจะพบเป็นก้อนที่บริเวณปากช่องคลอด

เมื่อก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้น จะทำให้รู้สึกรำคาญ เกิดการระคายเคือง จนกระทั่งไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้

แต่หากมีการอักเสบเป็นหนองร่วมด้วย ลักษณะของก้อนจะบวมแดง รู้สึกแสบร้อน มีไข้ หนาวสั่น รู้สึกปวดอย่างรุนแรงบริเวณปากช่องคลอด

เมื่อสาวๆ ตรวจพบ ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะบริเวณนี้จะต้องไม่มีก้อนผิดปกติเกิดขึ้น ในช่วงแรกที่ไม่ปรากฏอาการ

ให้ลองสังเกตตัวเอง ดูแลด้วยการนั่งแช่น้ำอุ่นวันละ 2-3 ครั้ง ประมาณ 10-15 นาที ติดต่อกัน 3 วัน

หากพบว่าก้อนยังมีขนาดเท่าเดิม ไม่ยุบลง หรือบางรายมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็ควรรีบเข้ารับการตรวจจากแพทย์เป็นดีที่สุด

วิธีการรักษาและป้องกันโรคต่อมบาร์โธลินอักเสบ

การรักษาโรคเป็นลักษณะของถุงน้ำหรือเนื้องอก แพทย์จะทำการจำแนกลักษณะอาการที่แตกต่างออกไป

หากถุงน้ำมีขนาดเล็กมาก ไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อร่างกาย จะทำการเฝ้าระวัง ติดตามผล

โดยยังไม่มีการรักษาใดๆ แต่หากพบว่าขนาดของถุงน้ำใหญ่จนสร้างความรำคาญ

จะทำการกรีดบริเวณผนังถุงน้ำ จากนั้นจะทำการเย็บให้ติดกับผิวหนังอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งจะช่วยเปิดปากแผล ทำให้เมือกภายในไหลออกมา ขนาดของถุงน้ำก็จะลดลง

ในระหว่างนี้สาวๆ ก็จะต้องรักษาความสะอาดของอวัยวะเพศ หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์

ขณะที่ทำการรักษาอยู่จนกว่าจะหายดี สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศ สะอาด และเป็นเสื้อผ้าที่ไม่รัดแน่นจนเกินไป

ต่อมบาร์โธลินอักเสบ กี่วันหาย

Photo Credit : healthfoxx.com

อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีแม้ว่าจะไม่พบอาการของโรคต่อมบาร์โธลิน ที่ทำให้เกิดความรำคาญใดๆ ขึ้น

แต่หากเกิดก้อนผิดปกติขึ้นบริเวณปากช่องคลอด ก็ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อให้มั่นใจ

จะได้ทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที ดีกว่ามารักษาในตอนที่สายเกินแก้

จนทำให้เชื้อลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง เกิดเป็นอันตรายต่อร่างกายของสาวๆ ตามมาได้นั่นเองค่ะ



Mahosot.com ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน วิธีทําให้ผิวขาวใส การรักษาสิวจุดด่างดำ