สุขภาพ

วัณโรคต่อมน้ําเหลือง อาการ การรักษาและวิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง

วัณโรคต่อมน้ําเหลืองติดต่อไหม

วัณโรคต่อมน้ำเหลืองหรือวัณโรคที่อยู่ในต่อมน้ำเหลือง เป็นชนิดของวัณโรคที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยคุ้นหู และมักจะเคยได้ยินแต่วัณโรคปอดกันเป็นหลัก

แต่นี่คือหนึ่งในโรคที่พบได้มากและเป็นอันตราย ซึ่งเป็นลักษณะของวัณโรคที่อยู่นอกปอด สามารถพบได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในทุกช่วงอายุ

กรณีที่แพทย์พบว่าผู้ป่วยเป็นโรคนี้ก็จะมีการตรวจเช็คปอดด้วยว่ามีการติดเชื้อร่วมกันหรือไม่ ทั้งนี้อาการของโรคชนิดนี้จะแตกต่างจากวัณโรคปอดมากน้อยแค่ไหน

และเราจะรับมือกันอย่างไรเมื่อติดเชื้อขึ้นมา ลองมาทำความเข้าใจกันให้มากขึ้น จะได้รีบทำการรักษาได้ทันก่อนจะลุกลามมากขึ้นค่ะ

โรควัณโรคต่อมน้ำเหลืองคืออะไร ?

โรควัณโรคต่อมน้ำเหลือง หรือ วัณโรคต่อมน้ำเหลืองที่คอ ถือว่าเป็นวัณโรคชนิดหนึ่งที่อยู่ภายนอกปอด พบได้ทั่วไปโดยเฉพาะในชุมชนแออัด

สามารถเป็นๆ หายๆ ชนิดเรื้อรังได้ แม้จะทำการรักษามาเป็นอย่างดีแล้ว หากผู้ป่วยดูแลตัวเองไม่ดี อาจอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

อย่างไรก็ตาม การรักษาตัวเองให้เหมาะสม กินยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ก็จะช่วยให้อาการดีขึ้นและกลับมาหายเป็นปกติได้

ส่วนใหญ่การเกิดวัณโรคจะมาจากการติดเชื้อหลายชนิด ผู้คนที่อยู่อาศัยในสภาพอากาศที่ไม่ดีนัก ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ๆ มีการทำความสะอาดได้ไม่ถูกสุขลักษณะ

อากาศเต็มไปด้วยมลพิษ โดยมีเชื้อที่เรียกว่า “ทูเบอร์คูโลซิส” เป็นตัวการทำให้เกิด เป็นเชื้อโรคที่ทนต่อสภาพแวดล้อมเกือบทุกชนิดได้เป็นอย่างดี

ไม่ว่าจะหนาว ร้อน หรืออากาศชื้น ก็สามารถแพร่กระจาย และเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วทีเดียว

ลักษณะของวัณโรคต่อมน้ำเหลืองคือ จะปรากฏอาการที่คอ ซึ่งเป็นต่อมน้ำเหลืองขนาดใหญ่ ก่อนจะแพร่ขยายเชื้อลุกลามต่อไปยังขากรรไกร ไหปลาร้า

และรักแร้ ทำให้เกิดอาการบวมโตของต่อมน้ำเหลืองมองเห็นได้ชัดเจนจากภายนอก ช่วงแรกผู้ป่วยอาจคิดว่าเป็นอาการของฝี

แต่ในช่วงระยะแรกที่เริ่มบวมจะไม่ค่อยมีอาการเจ็บ ทำให้ผู้ป่วยปล่อยปะละเลย จากนั้นก้อนดังกล่าวก็จะขยายใหญ่มากขึ้น

สามารถแตกเป็นหนอง กลายเป็นแผลเรื้อรังที่ทำการรักษาได้ยุ่งยากมากขึ้น การลุกลามของโรคหลังจากที่มีการแตกออกมา จะทำให้ติดเชื้อรุนแรง อักเสบ

และส่งผลไปยังหลอดลมและปอด การทำงานของปอดผิดปกติ มีขนาดเล็กลง ซึ่งด้วยการเริ่มต้นเหมือนกับเม็ดฝี จึงมักถูกเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า “ฝีประคำร้อย”

โดยจะพบเพียงข้างใดข้างหนึ่งของต่อมน้ำเหลืองเท่านั้น ด้วยการเกาะตัวเป็นกลุ่ม มีความอ่อนนุ่มคล้ายฝี เป็นเหตุให้ส่วนมากกว่าผู้ป่วยจะตัดสินใจมาพบแพทย์ก็ลุกลามเข้าสู่ปอดไปแล้ว

อาการวัณโรคต่อมน้ำเหลือง

อาการของวัณโรคต่อมน้ำเหลืองในช่วงระยะแรกเริ่ม มักจะไม่ค่อยมีอาการดังที่กล่าวไปข้างต้น ดังนั้นผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องสังเกตตัวเองให้ดีดังนี้คือ

1.วัณโรคต่อมน้ำเหลืองจะพบได้มากในตำแหน่งของขั้วปอด ซึ่งจะไม่ค่อยแสดงอาการใดๆ ออกมาให้เห็นนักหากไม่รุนแรงถึงขั้นที่ต่อมน้ำเหลืองขยายตัวมากจนไปกดการทำงานของหลอดลม

2.หากพบฝีที่บริเวณไหปลาร้าหรือคอ ขากรรไกรมีอาการบวมโต จนกระทั่งแตกเป็นหนองไม่ยุบ แต่กลับกระจายตัวมากขึ้นไปยังรักแร้และต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง

3.มีอาการเจ็บคอ ฟันผุ พบแผลตามใบหน้า ในหู ศีรษะ ปวดฟัน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน เนื่องจากการลุกลามของเชื้อจนทำให้เกิดการอักเสบ

เชื้อวัณโรคชนิดนี้ จะมีระยะการฟักตัวที่ไม่แน่นอน แต่โดยทั่วไปตั้งแต่ได้รับเชื้อวันแรกจะยังไม่ปรากฏอาการใดๆ ให้เห็น

แต่จะใช้เวลาในการเจริญเติบโตราว 4 สัปดาห์ขึ้นไป จนเชื้อเริ่มมีปริมาณมากขึ้น จะเริ่มเกิดอาการของโรคภายใน 6-12 เดือน

แต่หากเป็นคนที่มีความไวต่อโรคหรือระบบภูมิต้านทาน เช่น เด็ก, คนชรา, คนป่วยที่มีโรคประจำตัว, คนที่ได้รับเชื้อในปริมาณมาก และคนที่ร่างกายไม่แข็งแรงเป็นต้น อาการจะปรากฏขึ้นเร็วเป็นเท่าตัว

วัณโรคต่อมน้ำเหลืองติดต่อไหม ?

ผู้คนจำนวนหนึ่งเกิดความเข้าใจผิด คิดว่าวัณโรคต่อมน้ำเหลืองเป็นคนละจุดกับวัณโรคปอด เนื่องจากเป็นส่วนที่เกิดขึ้นบริเวณผิวหนังของเรา

จึงคิดว่าไม่ทำให้ติดต่อได้ จริงๆ แล้วการติดต่อสามารถเกิดได้เช่นเดียวกันกับวัณโรคปอดผ่านทางสามช่องทางหลัก คือ

1.การติดต่อผ่านทางปาก จะเป็นการติดต่อที่เกิดจากการใช้แก้วร่วมกัน การดื่มน้ำร่วมกัน ทำให้เชื้อวัณโรคปะปนเข้าไปด้วย

2.การติดต่อผ่านทางจมูก ซึ่งส่วนมากจะเป็นการติดเชื้อของวัณโรคปอดเสียส่วนใหญ่ แต่หากพบเชื้อวัณโรคต่อมน้ำเหลืองก็สามารถทำให้เกิดการติดต่อผ่านทางนี้ได้เช่นเดียวกัน คือผ่านทางน้ำลาย เสมหะ น้ำมูก การไอและจามรดกัน

3.การติดต่อผ่านทางผิวหนัง จะพบเชื้อเข้าสู่บาดแผลหรือส่วนที่เป็นรอยถลอก การติดต่อทางตรงคือการสัมผัสกับตัวผู้ป่วย ส่วนการติดต่อทางอ้อมคือการใช้ภาชนะร่วมกัน มีการฆ่าเชื้อไม่สะอาด หรือการใช้เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม รวมถึงการใช้เครื่องใช้อื่นร่วมกันด้วย

4.มีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ มีเหงื่อออกมากในช่วงกลางคืน

5.อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

6.ไอเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ หากต่อมน้ำเหลืองโตกดหลอดลม จะทำให้รู้สึกหายใจลำบาก

7.ต่อมทอนซิลโต

8.คันตามร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ

การรักษาวัณโรคต่อมน้ำเหลือง

การรักษาวัณโรคต่อมน้ำเหลืองแพทย์จะใช้วิธีให้ยาฆ่าเชื้อเป็นหลัก โดยผู้ป่วยจะต้องมีวินัยในการรับประทานยาติดต่อกันเป็นเวลานานหลายเดือน

เบื้องต้นแพทย์จะเจาะเอาน้ำเหลืองที่คอไปตรวจก่อนเพื่อหาระยะความรุนแรงของเชื้อว่ามีมากน้อยแค่ไหน

มีการนำเอาอุจจาระ ปัสสาวะ และเลือดไปทำการตรวจอย่างสม่ำเสมอทุกครั้งที่มีการนัด อีกทั้งยังมีการนับจำนวนครั้งในการปัสสาวะและอุจจาระในแต่ละวันด้วย

วัณโรคต่อมน้ําเหลือง

home.bt.com

ซึ่งผู้ป่วยจะต้องบันทึกข้อมูลดังกล่าวลงไปทุกครั้ง ในระหว่างการรักษาจะต้องแยกตัวออกจากคนอื่นที่ไม่มีเชื้อ เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย

อาศัยอยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเท หลีกเลี่ยงการเปิดแอร์ที่เสี่ยงจะทำให้เชื้อกระจายไปติดต่อกับผู้อื่นได้

ยาที่ใช้ในการรักษามักจะใช้ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป คือยาหลัก 1 ชนิด และยาอื่นๆ เป็นตัวช่วยด้วยอีก 3-4 อย่างเพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุดในการรรักษา

จะมีการรักษาตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป บางรายอาจใช้เวลามากกว่า 8 เดือนหรือเป็นปีๆ เมื่อหายแล้วก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก

แม้จะรู้สึกว่าร่างกายหายดีแล้วก็ยังคงต้องกินยาต่อเนื่อง โดยห้ามหยุดยาเอง ผู้ป่วยที่ปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด

จะช่วยให้สามารถรักษาโรควัณโรคต่อมน้ำเหลืองให้สามารถหายขาดได้ และไม่เกิดภาวะเชื้อดื้อยา จนทำให้ต้องเข้ามารับการรักษาใหม่ที่ต้องใช้ยาแรงมากขึ้นอีกด้วย

Mahosot.com ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน วิธีทําให้ผิวขาวใส การรักษาสิวจุดด่างดำ