โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ อันตรายถึงแก่ชีวิต หากรักษาไม่ทันการณ์

by kaewsai

โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ อันตรายถึงแก่ชีวิต หากรักษาไม่ทันการณ์ 1

โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจที่คนไทยอาจยังไม่ค่อยคุ้นหูเท่าโรคหัวใจวาย โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

และโรคหัวใจโดยตรง แต่โรคนี้สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย ทั้งในผู้หญิงผู้ชายมีอัตราการเกิดโรคนี้เท่ากันหมด

เพียงแต่จะพบได้เป็นพิเศษในผู้สูงอายุวัย 50 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยบางคนไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

รู้อีกทีก็ตอนที่ร่างกายแสดงอาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ในวันนี้เราจึงนำข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้มาฝาก

เพื่อให้ทุกคนได้ทำความรู้จักกับโรคนี้อย่างละเอียดมากขึ้น โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ คืออะไร

อาการ สาเหตุ และวิธีรักษาป้องกันทำได้อย่างไรบ้าง มาติดตามไปพร้อมกันเลยค่ะ

โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ คืออะไร?

โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis หรือ Inflammatory cardiomyopathy) เป็นโรคที่กล้ามเนื้อของหัวใจ

ทำหน้าที่บีบตัวเพื่อสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเกิดการอักเสบขึ้น เป็นเหตุให้เลือดสามารถสูบฉีดได้น้อยลง

และไปหล่อเลี้ยงอวัยวะบางส่วนไปพอ เป็นเหตุให้เกิดอาการผิดปกติขึ้นกับร่างกาย โดยเฉพาะเรื่องของระบบหายใจ

และหัวใจเต้นผิดปกติ บางครั้งหากอาการรุนแรงอาจถึงขั้นหมดสติและเสียชีวิตได้

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบขึ้น ซึ่งก็คือ

เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจได้รับบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเกิดจากเชื้อโรคบางชนิดที่เข้าสู่ร่างกาย การได้รับสารพิษ

เช่น ยาเสพติดประเภทโคเคน สารหนู คาร์บอนมอนออกไซด์ เป็นต้น การได้รับการฉายรังสีใกล้ ๆ หัวใจ

รวมไปถึงการเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง ล้วนเป็นเหตุให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจได้รับบาดเจ็บและเกิดการเสียหายได้

การติดเชื้อ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบมากที่สุด โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส

เช่น เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ เชื้อไวรัสโรคหัดเยอรมัน เชื้อไวรัสเอชไอวี เชื้อไวรัสตับอักเสบบี

บางครั้งอาจพบการติดเชื้อจากแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรควัณโรค โรคคอตีบ และเชื้อไมโครพลาสมา

การได้รับพิษจากสัตว์ร้าย เช่น งูพิษ แมงป่อง และแมงมุม

อาการของโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

ปกติแล้ว โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบมักจะไม่มีอาการโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง จะมีก็แต่อาการของโรคอื่น ๆ

ที่แฝงมาจนทำให้เกิดการวินิจฉัยผิดพลาดก็มี โดยทั่ว ๆ ไปหากมีอาการดังต่อไปนี้ก็ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยทันที

อาการที่เกิดขึ้นก่อนความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจประมาณ 1 สัปดาห์ เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย มีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อและข้อ ปวดท้อง ท้องเสีย

อาการที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ เช่น เจ็บหน้าอก หายใจไม่ค่อยออก ถ้าออกแรงมากจะรู้สึกหายใจไม่ทันคล้ายจะเป็นลม

หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นลมอยู่บ่อยครั้ง บางรายอาจถึงขั้นหมดสติและเสียชีวิตได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว

วิธีรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

ปกติแล้ว การวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือไม่ แพทย์จะต้องทำการตัดชื้นเนื้อบางส่วนไปตรวจก่อน

จึงจะยืนยันได้ว่ามีอาการของโรค และจะมีแนวทางที่ใช้ในการรักษาดังต่อไปนี้

รักษาตามสาเหตุด้วยการให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

หากเกิดการแพ้ยา แพทย์ก็จะทำการเปลี่ยนยาไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะทุเลาลง และนอกจากนี้ แพทย์ก็จะให้คำแนะนำ

เพื่อเป็นการประคองอาการ ไม่ให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ง่ายขึ้น เช่น

  • การลดปริมาณการทานอาหารเค็ม รวมไปถึงอาการที่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบเยอะ เพราะจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง
  • หากเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูงอยู่แล้ว จะต้องมีการควบคุมอาการอย่างเคร่งครัด
  • ไม่ควรสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • หมั่นออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพออยู่เสมอ

วิธีป้องกันโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

การป้องกันโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบนั้น สามารถทำได้ง่าย ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์ดังที่กล่าวไว้ด้านบน

เช่น ลดเค็ม พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ และควบคุมน้ำหนักอย่าให้ตัวเองเป็นโรคอ้วน

นอกจากนี้ ก็ควรดูแลในเรื่องของสุขอนามัยตัวเองให้ดี หลีกเลี่ยงการเข้าไปในแหล่งชุมชนที่มีคนแออัด รวมไปถึงการหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีสารพิษต่าง ๆ

เช่น เขตโรงงานก่อสร้าง เขตโรงงานเคมี รวมไปถึงสถานที่ที่มีการจราจรคับคั่ง จะช่วยป้องกันการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้

โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ อันตรายถึงแก่ชีวิต หากรักษาไม่ทันการณ์ 2

Credit : thejakartapost.com

โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เป็นโรคที่มีความอันตรายสูง และผู้ป่วยมักจะไม่ค่อยรู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ แม้กระทั่งในเด็กก็ตาม เพราะฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคนใกล้ชิด

หรือคนในครอบครัวที่จะเป็นผู้สังเกตอาการ และโน้มน้าวให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์แต่โดยดี ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการรักษาให้หายกลับมาเป็นปกติได้ต่อไป

Related Posts